รัก & โรแมนซ์
ที่รัก...ถึงเวลาวิวาห์แล้วหรือยัง


เรื่องโดย : ตะละแม่วีนัส

ปล่อยให้เขาควงเราอยู่เป็นนานสองนาน แต่ทำไม๊ทำไมเขาจึงไม่เอ่ยปากขอเราแต่งงานจะได้ร่วมหอลงโรงกันเสียที ทำอย่างไรหนอเขาจึงจะยอมคุกเข่าวิงวอนขอให้เราเป็นคู่ร่วมชีวิตจวบจนชั่วฟ้าดินสลายก็ไม่คลายรักเธอ

ทั้งที่เขาก็เคยเอ่ยปากสารภาพว่ารักๆๆๆและรักเราเพียงคนเดียว แต่ก็ยังทำอมพะนำไม่หลุดปากจนแล้วจนรอด อาจเป็นได้ว่าเขาคงมีกฎกติกามารยาทส่วนตัว ต้องคบหาดูใจกันครบสามฤดูแล้วจึงขอแต่งงานก็เป็นได้

ก่อนอื่นเราต้องสังเกตคำพูดคำจาของเขาเสียก่อน ลองดูสิว่ามีความนัยเหล่านี้ซ่อนอยู่หรือเปล่า ความนัยที่ว่านี้จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเขาเปิดใจยอมรับเราเข้ามาอยู่ในโลกส่วนตัวของเขาหรือไม่ ซึ่งเป็นบันไดนำไปสู่การแต่งงานนั่นเอง ความนัยที่ว่านี้มักเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้

1.อนาคต เขามักคุยให้เราฟังว่าในอนาคตเขาอยากไปใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน จุดมุ่งหมายในงานอาชีพคืออะไร หรือแม้กระทั่งการวางแผนซื้อรถคันใหม่ เขาก็ยังอุตส่าห์เล่าให้เราฟัง

2.การแต่งงาน ตัวอย่างเช่น เขามักอาสาไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวเวลาที่มีเพื่อนแต่งงาน

3.เด็ก เขาพูดถึงวันเกิดหลานที่กำลังจะมาถึง

4.บรรดาเพื่อนที่แต่งงานแล้ว เขาชอบพูดคุยคบหากับเพื่อนๆที่แต่งงานแล้ว

5.ครอบครัวของเขา เขามักพูดถึงพ่อแม่ตัวเอง และชอบถามไถ่ถึงพ่อแม่ของเรา นอกจากนั้นยังชวนเราไปพักผ่อนวันหยุดร่วมกับครอบครัวของเขาด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรวมเราเข้าไว้ในรายละเอียดแทบจะทุกนาทีของชีวิต เช่น เล่าให้เราฟังว่าวันนี้ทำอะไรมาบ้าง แม้แต่ไปตัดผมหรือล้างรถก็ยังบอก ไม่ใช่การรายงานตัวแต่เป็นเหมือนว่าอยากให้เราได้รับรู้ชีวิตของเขาทุกวินาที ซึ่งช่วยให้เราใกล้ชิดกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ

ถึงจะหมั้นหมายกันไว้แล้วก็หาได้มีความหมายไม่ ถ้ายังไม่กำหนดวันแต่งงาน ถ้าเขาเสนอว่าลองมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันก่อนเพื่อจะได้ดูว่าเข้ากันได้หรือเปล่า และยังได้พบหน้ากันบ่อยกว่าเป็นแฟนเฉยๆ ขอร้องเลยค่ะว่า ต้องเซย์โนอย่าโอเคสถานเดียวเท่านั้น ถ้ายังอยากถนอมน้ำใจเขาก็บอกอย่างสุภาพไปว่า เราเป็นผู้หญิงหัวเก่า อยากรอให้ถึงวันแต่งงานหรือหมั้นหมายกันก่อนก็ยังดี

ผู้ชายบอกรักเราได้ แต่ถ้าถึงขั้นแต่งงานกลับกลัวจนหัวหด อาจเป็นเพราะเขาพยายามรักษาสถานภาพโสดเอาไว้ให้นานที่สุด หรือไม่เขาก็อาจเคยแต่งงานมาก่อนและไม่อยากรีบร้อนหาห่วงผูกคออีกครั้ง อีกเหตุผลคือเขายังอายุน้อยเกินไป (แปลว่าต่ำกว่า 25 นั่นแหละ)

โดยทั่วไปวิธีทำให้ผู้ชายขอแต่งงานก็คือ ไม่ควรหอบผ้าไปอยู่กับเขาเฉยๆ แต่เป็นการจำกัดการพบหน้ากันให้เป็นเวล่ำเวลา เช่น ในระหว่างคบหาดูใจกัน เราต้องกำหนดว่าจะพบเขาไปดูหนังทานข้าวกันแค่อาทิตย์ละ 3 ครั้งไม่เกินกว่านี้ เพื่อเป็นตัวกระตุ้นให้เขาคิดถึงเรามากๆจนถึงขั้นอยากจะอยู่กับเราทุกวัน หากชีวิตขาดเราไปคงหงอยเหงาเศร้าสลดหดหู่ยิ่งนัก

ถ้าวิธีนี้ยังไม่เวิร์ค ลองกระตุ้นด้วยวิธีอื่น เช่น หนีไปเที่ยวไกลๆกับเพื่อนสาว ยกเลิกนัดกับเขาเพราะงานยุ่งมาก ทำตัวลึกลับยิ่งกว่าเดิม ให้เขาฉงนฉงายว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน วิธีข้างต้นก็มีส่วนทำให้เขากังวลใจจนต้องเอ่ยปากขอแต่งงาน สิ่งที่ผู้หญิงเราควรรู้และจำใส่ใจไว้ให้ดีคือ ผู้ชายกลัวถูกผู้หญิงทิ้งมากกว่ากลัวการผูกมัดเสียอีก ดังนั้นเทคนิคการทำตัวเป็นนินจาเดี๋ยวมาเดี๋ยวแว่บ จึงใช้ได้ผลมานักต่อนัก

ในกรณีที่เราคบหากับเขามานานนับปี เขาก็ยังทำหลบเลี่ยงไม่ยอมพูดเรื่องแต่งงาน ชวนคุยทีไรก็ทำอ้ำอึ้งทุกครั้ง บางทีก็อ้างข้อแก้ตัวต่างๆนานา เช่น มีปัญหาเรื่องเงิน ตอนนี้ยังไม่พร้อม เคยแต่งงานมาแล้วและไม่อยากรีบร้อนแต่งงานอีก ถ้าเขามาไม้นี้เราจะทำอย่างไร

ถามเขาไปเลยตรงๆดีไหม ถ้าเขาบอกว่า ยังไม่มีแผนจะแต่งงานกับเรา ก็ตอบไปเลยว่า โอเค จะเอาแบบนี้ก็ได้ แล้วเดินจากมา ไม่ต้องพบหน้ากันอีกแล้ว รู้ไหมว่าผู้ชายไม่โกหกเรื่องแบบนี้หรอก ลองเขาพูดอย่างนี้แสดงว่า เขาไม่ได้กลัวการผูกมัด แต่เขาไม่ต้องการแต่งงานกับเรา...ก็แค่นั้น

ถ้าเขาบอกว่า แต่งงานสิแต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไร แสดงว่ายังมีโอกาสค่ะ ขึ้นอยู่กับเราว่าสามารถจัดการ “ปิดบัญชี” ได้หรือเปล่า ถามเขาไปเลยว่า เมื่อไร ถ้าคำตอบนั้นนานเกินหนึ่งปีละก็ ค่อยๆปลีกตัวจากเขา พบเขาให้น้อยลงแล้วทบทวนถึงการออกเดทกับคนอื่นดูบ้าง ไหนๆก็ใช้เวลาเป็นปีรอให้เขาขอแต่งงานแล้ว จะยอมเสียเวลาอีกปีเพื่อรอต่อไปงั้นหรือ...ลองใช้สมองสองซีกตรองดูดีๆนะคะ


ในกรณีที่หลวมตัวหอบผ้ามาอยู่ด้วยกันก่อนแล้ว แถมเขายังมีหน้ามาบอกว่า ไม่ต้องการแต่งงานกับเรา ก็ควรเตรียมเก็บข้าวของย้ายออกมาได้เลย ได้โปรดกรุณาอย่าไปบอกเขาว่า ที่ย้ายออกก็เพราะเขาไม่ยอมผูกมัดกับเราโดยเด็ดขาด เพราะจะดูโจ่งแจ้งเกินไป ตัดใจบอกเขาแค่ว่า เราต้องการมีเวลาเป็นตัวของตัวเองบ้าง พอดีเพื่อนมาชวนไปแชร์อพาร์ทเม้นท์หรือข้ออ้างอะไรก็ได้ที่ไม่เกี่ยวกับเขา จำไว้ว่าเมื่อใดที่ผู้ชายไม่ต้องการผูกมัด เราก็ควรปล่อยเขาไว้คนเดียว ถ้าเขาไม่พยายามห้ามเราหรือดึงเรากลับมาด้วยการขอแต่งงาน ก็อย่าเสียเวลาอีกต่อไป ถ้าเขายังซื่อบื้อพอที่จะถามว่าเกิดอะไรขึ้น จงตอบอย่างเฉยเมยที่สุดว่า เราไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขาเป็นอย่างไรหรือจะเดินไปทางไหน ถ้าเขามีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องมีเขา เดินหน้าต่อไปลูกเดียวดีที่สุด

ต่อไปนี้คือสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง แม้จะต้องหักห้ามใจแค่ไหน ก็ไม่ควรทำ

1.อย่าบอกเขาว่าเราเจ็บช้ำเพียงใด หรือแสดงอาการโกรธ หรือไปตำหนิเขาว่าทำให้เราเสียเวลาในชีวิตโดยเปล่าประโยชน์ ในเมื่อเราหอบผ้าไปอยู่กับเขาเอง ไม่ได้มีใครเอาปืนจ่อหัวมาลากไปซะหน่อย ควรรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง ปล่อยให้เขามาใช้ชีวิตอยู่กินกับเราโดยไม่มีกำหนดก็เป็นแบบนี้ ปกติผู้ควรขอแต่งงานหลังจากคบกันมาหนึ่งปี สูงสุดไม่เกินสองปี ถ้านานกว่านั้นแล้วยังไม่มีวี่แวว...หาใหม่ดีกว่าค่ะ

2.อย่าคิดว่าเขามีปัญหากับการผูกมัด จนถึงขนาดแนะนำให้เขาไปพบจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาครอบครัว ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเขาไม่อยากแต่งก็คือไม่อยาก แค่นั้นละ

3.อย่าปล่อยให้เขาล้างสมองเราให้คิดว่า การแต่งงานไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทะเบียนสมรสก็แค่กระดาษแผ่นเดียว การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้นานแค่ไหนต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ อย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด จริงๆแล้วมันหมายความว่า เขาต้องการมีโอกาสได้คบหาสาวอื่นต่อไปนะสิ!

4.อย่าปล่อยให้ผู้ชายจูงจมูกด้วยเหตุผลว่า เป็นเพราะเขาเคยผ่านชีวิตแต่งงานมาก่อนจึงไม่สามารถแต่งงานกับเราได้ เราควรให้เวลาเขาเยียวยาบาดแผลที่ได้รับจากภรรยาหมายเลขหนึ่งและหมายเลขสอง...อย่ายอมเชียวนะ

5.อย่าปล่อยให้ผู้ชายที่เราคบมาหลายปี โน้มน้าวขอเวลาให้อะไรต่อมิอะไรลงตัวเสียก่อน เช่น งานยุ่ง การเงินขัดข้อง ซึ่งเป็นเหตุผลไม่เข้าท่าที่สุด ชีวิตคนเราต้องมีเรื่องงานเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวตลอดเวลาอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถขัดขวางการแต่งงานระหว่างเรากับเขาได้ ถ้าผู้ชายรักเราและต้องการแต่งงานกับเรา เขาย่อมอยากให้เรามองข้ามสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็จะขอเราแต่งงาน และเขาจะยอมทำทุกอย่างยอมฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อให้ได้อยู่กับเรา เมื่อใดที่ผู้ชายบอกว่าเราดีเกินไปสำหรับเขา นั่นหมายความว่า เขาไม่ต้องการเรา

ในกรณีที่หมั้นหมายกันแล้ว ทำอย่างไรจึงจะได้สวมชุดขาวไปยืนรับแขกหน้างานเสียที
แหวนหมั้นมิใช่เครื่องรับประกันว่าเราจะได้เข้าพิธีวิวาห์อย่างแน่นอน หมั้นได้ก็ถอนหมั้นได้ วันวิวาห์ที่เคยกำหนดเอาไว้จะเลื่อนออกไปก่อนก็ได้ หรือยังไม่กำหนดวันเลยก็ยังได้ หากหอบผ้าย้ายเข้าไปอยู่กับเขาตอนเป็นคู่หมั้น เขาก็อาจเปลี่ยนใจไม่แต่งงานกับเราในภายหลังก็ได้นี่นา สู้ทำให้เขาคิดถึงเราเป็นบ้าเป็นหลังจนต้องเลื่อนวันแต่งงานให้เร็วขึ้นไม่ดีกว่าหรือคะ

ลองดูข้อเตือนใจเหล่านี้สิว่าตรงกับคู่หมั้นของเราบ้างหรือเปล่า

1.เขาคิดว่าการหมั้นหมายนั้นเจ๋งสุดยอด แล้วทำไมต้องรีบแต่งงานด้วยละ

2.เขาเคยแต่งงานมาก่อน ซึ่งเป็นประสบการณ์อันเลวร้ายสุดจะรับ เขาไม่กระตือรือร้นที่จะผูกมัดอีกครั้ง เขามอบแหวนให้ก็เพื่อให้เราอยู่กับเขา ไม่ไปกุ๊กกิ๊กกับชายอื่น และเขามีความสุขกับสภาพที่เป็นอยู่นี้

3.เขายังหนุ่ม ซ้ำร้ายยังชอบออกไปเที่ยวกับเพื่อนฝูงไม่สร่างซา เขาพิสมัยชีวิตโสด ถึงแม้เราจะทำให้เขายอมหมั้นแต่ก็ยังไปไม่ถึงขั้นกำหนดวันวิวาห์ เรามีแหวนสวมที่นิ้วก็จริงแต่ยังมองไม่เห็นอนาคตว่าจะออกมาในรูปใด

4.เราย้ายไปอยู่กับเขาตั้งแต่ตอนหมั้น แต่ยังไม่ได้กำหนดวันแต่งงาน ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้จะทำยังไงดี
ตามปกติเมื่อใดที่มีการหมั้นหมายเรามักจะกำหนดวันแต่งงานไปด้วย โดยทั่วไปมักจะหมั้นกันหนึ่งปีหรือน้อยกว่านั้น แต่ถ้าอายุยังน้อยคือไม่เกิน 25 หมั้นกันสักสองปีกำลังดี แต่ถ้าสถานภาพคู่หมั้นชักยืดเยื้อลากยาวออกไปแบบไม่รู้จบ ก็น่าจะคืนแหวนให้เขา แล้วคบคนใหม่ต่อไป เขาอาจไม่ใช่คนที่เรามองหามาตลอดชีวิต อย่าเสียเวลากับเขาอีกเลย

ในกรณีที่จัดการกับเขาไม่สำเร็จ

จงซื่อสัตย์กับตัวเอง ควรคิดเผื่อเอาไว้บ้าง เขาอาจจะขอหรือไม่ขอแต่งงานก็ได้ แต่เราเองเริ่มเคลือบแคลงในตัวเขาและในความสัมพันธ์ครั้งนี้เสียแล้ว ชักรู้สึกทะแม่งๆยังไงก็ไม่รู้ ใจเริ่มคิดถึงการบอกเลิก เพราะเราพบว่าเขาไม่ใช่ชายในฝันของเราอีกต่อไป เราควรทำอย่างไร

ลองคิดไตร่ตรองเรื่องนี้ให้ดี แล้วไปปรึกษากับเพื่อนสนิทหรือพ่อแม่พี่น้องก็ได้ หลังจากนั้นมานั่งชั่งใจให้ดีก่อนตัดสินใจทำอะไรลงไป ที่สำคัญจงเชื่อสัญชาตญาณตัวเองเสมอ

ถ้าเราไม่ได้แต่งงานกับเขา อย่าคิดว่าตัวเองโง่ อย่ารู้สึกอับอายขายหน้าหรือรู้สึกผิด อย่าเกลียดตัวเองหรือรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวกับการที่เสียเวลาหลายปีในชีวิตไปกับผู้ชายคนหนึ่ง การจบความสัมพันธ์กับผู้ชายที่ “ไม่ใช่” ถือเป็นการเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตในรูปแบบหนึ่ง เราไม่ใช่ผู้หญิงคนเดียวในโลกที่ต้องประสบเหตุการณ์แบบนี้ เราได้พยายามแล้วแต่มันไม่เวิร์คเอง รู้ตัวตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไปกว่านี้ ถ้าไปเลิกกันตอนผูกพันสนิทสนมถึงเครือญาติจะยิ่งเจ็บปวดกว่าหลายเท่า

ถ้าตัดสินใจเดินจากมา ควรให้เวลาตัวเองร้องไห้ซะให้พอ นี่เป็นเรื่องธรรมดา เป็นใครก็ต้องเสียใจและเสียน้ำตาทั้งนั้น แต่อย่าทอดอาลัยตายอยากถึงขนาดฆ่าตัวตายเป็นอันขาด อย่าลืมว่ายังมีผู้ชายอีกมากมายบนโลกใบนี้ให้เราได้เจอะเจอทุกเมื่อเชื่อวัน ต้องมีผู้ชายสักคนที่โชคดีถึงขนาดได้เราไปครองคู่อยู่เคียงข้าง เมื่อใดที่ได้พบคนที่ใช่ เมื่อนั้นเราจะลืมไปเลยว่าเคยเสียใจมากมายเพียงใด

ส่งหน้านี้ให้เพื่อนอ่าน | พิมพ์
E-mail

บทความที่น่าสนใจบน MSN ผู้หญิง
6 เรื่องที่ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องรู้
ทำไมต้องยอมทำทุกอย่างเพื่อคนที่เรารัก
ใช้สมองเลือกคู่เดทอย่างชาญฉลาด
อย่าเดทกับชายมีพันธะถ้าไม่อยากเสียเปรียบ
Advertisement

เม้าท์กระจายรายวัน

สวยสุขภาพ
มุมสุขภาพ
ทิปส์น่ารู้เพื่อสุขภาพ
อาหารเพื่อสุขภาพ
โรคที่เกิดจากเพศสัมพันธ์
สุขภาพในช่องปาก
การลดน้ำหนัก
สนุกกับการออกกำลังกาย

ช้อปปิ้ง
ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด
เครื่องประดับ
ผลิตภัณฑ์บิ้วตี้
ตกแต่งบ้าน
พลาดไม่ได้

รัก & โรแมนซ์
เรื่องบนเตียง
โรคที่เกิดจากเพศสัมพันธ์
ดูแลความสัมพันธ์

บิวตี้ & สไตล์
แฟชั่นวีดีโอ
เทรนด์ อัพเดต
เปลี่ยนลุคให้ดูดี
เมคอัพ
หน้า & ผิว
เส้นผม
มือ & เล็บ
ช้อปปิ้ง

บ้านน่าอยู่
บ้านสวยสไตล์คุณ
เปิดบ้านคนดัง
ดอกไม้
จัดสวน
อาหาร & เครื่องดื่ม
ผู้หญิงชวนกันเที่ยว
สร้างแรงบันดาลใจ
ช้อปปิ้ง