เรื่อง สิปปกร สุริยคำ
การเลือกของที่เหมาะสมกับเรานั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดซึ่ง WORKSHOP ของโมบูแซ็งก็จะสอนตรงนี้ด้วย ไม่ใช่กับจิวเวลรี่อย่างเดียว เสื้อผ้าก็เหมือนกัน ”
สำหรับใครหลายๆคน กว่าจะใช้ชีวิตให้วันหนึ่งจะผ่านพ้นไปได้ การดำรงชีวิตอาจเป็นเรื่องยาก แต่ในมุมมองของ เบลินดา ชาติสุวรรณ ผู้อำนวยการของบริษัท PARAGON EVENT และเป็นผู้นำเข้าแบรนด์ MAUBOUSSIN นั้น การดำเนินชีวิตแบบทำไปทีละวันหรือที่ฝรั่งมักพูดติดปากว่า “ ONE DAY AT A TIME” นั้นเป็นวิถีชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเธอมากที่สุด

การที่ต้องดูแลทั้งลูกชาย สามี และผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับตลาดไทยของโมบูแซ็ง การจัดสรรเวลาให้ลงตัวนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด บางคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้อาจรู้สึกเครียดและกดดัน แต่สำหรับเบลินดา เธอคิดว่าคนเราเครียดไปก็ไม่มีประโยชน์ “ คติประจำใจตัวเองที่มีอยู่เสมอคืออย่าไปเครียด เพราะถ้าเครียดงานก็จะพัง ทุกอย่างมีทางแก้ไข ทำอะไรต้องมีสติ ใจเย็นไว้ทุกอย่างจะดีเอง” เบลินดาเริ่มเล่าถึงวิธีการทำงานของตัวเองก่อนที่จะเสริมต่อว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุดดีกว่า ถ้าเราทำสิ่งที่เราคาดหวังในวันนี้ได้ก็ควรจะสบายใจได้แล้ว เรื่องพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”
การที่เธอมีความสุขอย่างนี้ก็คงจะมาจากประสบการณ์การทำงานหลายๆปี เบลินดาจบการโรงแรมและบริหารธุรกิจมา แต่ก็ไม่ได้กลับมาทำงานในสายงานที่เรียนมาเพราะค้นพบภายหลังว่าไม่ชอบ “ตอนจบใหม่ๆ ก็ได้ฝึกงานที่ Sheraton Waikiki ที่ฮาวายแต่ก็รู้เลยค่ะว่าไม่ชอบ” เมื่อกลับมาเมืองไทยเธอเลยเบนเข็มไปทำงานเอเจนซี่แทน “อยู่ที่ Lowe Lintas มาห้าปีทำให้มีประสบการณ์มากเลยค่ะ”
นอกจากนั้นก็ได้ประสบการณ์ด้านงาน retail จากการที่ทำงานอยู่ที่ Jaspal ด้วยเช่นกัน ซึ่งทุกอย่างส่งเสริมให้เธอทำงานทุกวันนี้อย่างคล่องตัวที่สุด เธอบอกว่าเมื่อก่อนตอนอยู่เอเจนซี่ต้องตรวจงานพิสูจน์อักษรทำให้ตอนนี้มาดูแลด้านการตลาดของโมบูแซ็งได้อย่างถนัด “ตอนนี้รู้สึกสนุกและก็ชำนาญกับการออกแบบโบรชัวร์ต่างๆ โปสเตอร์รวมไปถึงการดู artwork และอื่นๆด้วย”
เบลินดาเล่าต่อว่าจากวันแรกที่มีการคุยว่าจะทำแบรนด์โมบูแซ็งในประเทศไทยจนถึงวันแรกที่เปิดร้านต้องใช้ระยะเวลากว่าสองปี ซึ่งในระหว่างนั้นเธอจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับแบรนด์ ทั้งยังได้ไปฝึกที่ประเทศฝรั่งเศสด้วย แต่ถึงแม้ว่าช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่เธอให้กำเนิดบุตรชายด้วย แต่เบลินดาก็สามารถรับมือกับความเครียดได้ดีพอสมควร แม้ว่าเรื่องสำคัญในชีวิตจะเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
นอกเหนือจากความชอบในจิวเวลรี่เป็นการส่วนตัวแล้ว เบลินดายังรู้สึกว่าโมบูแซ็งทำให้ความใกล้ชิดกับลูกค้าเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่งเพราะจิวเวลรี่เป็นศิลปะล้ำลึกอีกชนิดหนึ่ง “เราไม่ได้ต้องการให้ลูกค้าเดินเข้ามาซื้อเครื่องประดับแล้วเดินออกไปเฉยๆ เราต้องการใกล้ชิดกับลูกค้าโดยการให้ลูกค้ามีความรู้เรื่องจิวเวลรี่มากขึ้น” เบลินดาเล่าเพิ่มเติมว่าลูกค้าของโมบูแซ็งมีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องจิวเวลรี่เพิ่มเติมเพราะโมบูแซ็งจะจัด workshop มานำเสนอให้ลูกค้า โดยผู้เชี่ยวชาญจะมาสอนรายละเอียดเกี่ยวกับจิวเวลรี่ไม่ว่าจะเป็นสีสันของเพชรพลอยว่าเข้ากับผู้หญิงลักษณะไหน เป็นต้น
ด้วยความที่โมบูแซ็งเป็นแบรนด์ฝรั่งเศสและเป็นที่รู้กันว่าความเป็นฝรั่งเศสมีความพิถีพิถันมากแค่ไหน จึงไม่น่าแปลกใจที่โมบูแซ็งจะมีอะไรมอบให้กับลูกค้ามากกว่าความตระการตาและความมีค่าของเพชรพลอย โมบูแซ็งเป็นบริษัทจิวเวลรี่ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1827 อีกทั้งยังเป็นธุรกิจครอบครัวที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคนและชิ้นงานมาโมบูแซ็งก็ได้มีการพัฒนาให้ทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นพลอยที่มีสีสันอย่างมรกตและทับทิมในต้นปี ’ 30s หรือการเน้นทองคำในช่วงปี ’40s – ’50s และการผลิตนาฬิกาในช่วงปี ’80s ด้วย และในปี ’30s นั้นนักแสดงชื่อดังก้องโลกอย่างมาร์ลีน ดีทริช (Marlene Dietrich) ก็ชื่นชอบโมบูแซ็งมากถึงขนาดต้องสวมกำไลเพื่อเข้าฉากในภาพยนตร์เรื่อง Destry Rides Again ซึ่งโมบูแซ็งได้ผลิตพิเศษมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ
ขณะนี้โมบูแซ็งตั้งตระหง่านอยู่ที่ Place Vendôme ที่กรุงปารีสโดยมีทายาทคนปัจจุบันแพททริค โมบูแซ็ง (Patrick Mauboussin) เป็นผู้บริหาร และโมบูแซ็งมีความภาคภูมิใจที่ยังคงเป็นแบรนด์เดียวในย่านนี้ที่ยังเป็นธุรกิจครอบครัวอยู่ รอดพ้นจากการควบคุมกิจการจากนายทุนรายใหญ่ เกี่ยวกับโมบูแซ็งนั้นเบลินดาเล่าต่อว่า โมบูแซ็งเหมาะกับลูกค้าคนไทยมาก เพราะผู้หญิงไทยเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้มาก และที่สำคัญกว่านั้นก็คือผู้หญิงไทยยังเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง มีความเป็นตัวของตัวเองและสามารถที่จะดูแลตัวเองได้