เรื่อง ธเนศ จันทร์เกตุ สไตล์ มัทนา สนิทวงศ์ ภาพ แสงอรุณเบิกฟ้า
เมื่อศิลปินผลงานมีเอกลักษณ์อย่าง จักกาย ศิริบุตร มาตกแต่งบ้านเก่าที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นของเขา คงต้องมีการแก้ปัญหา ปรับปรุง ปรับโฉมกันครั้งใหญ่อย่างแน่นอน ทว่าผลออกมานั้น กลับสะท้อนความผูกพัน สะท้อนแนวคิดจากงานศิลปะของเขา และสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่ผสมผสานเสน่ห์บ้านเก่ากับความร่วมสมัยได้ลงตัว

โซฟาสีขาวน่านั่งและเก้าอี้รับประทานอาหารล้วนบุด้วยไวนิลทั้งสิ้น เพื่อให้เหล่าสมาชิกสี่ขาทั้งสี่ตัวของบ้านได้ปีนป่ายได้อย่างไร้กังวล เก้าอี้ Wassiry (มุมขวาของภาพ) เป็นดีไซน์คลาสสิกที่ยังคงร่วมสมัยอยู่เสมอ ไฟแสงสว่างภายในบ้านถูกปรับเปลี่ยนมาใช้เป็นไฟสปอตไลท์ปรับองศาได้ทั้งหมด ควบคู่กับโคมไฟแชนดะเลียร์คู่สวย บรรยากาศยามค่ำคืนจึงดูคล้ายกับแกลเลอรี่งานศิลปะ

โต๊ะกลางสีขาวขนาดใหญ่ภายในมุมหนึ่งของห้องโถงอดัดแปลงจากโต๊ะไม้เก่าอมักใช้เป็นโต๊ะกลางวางดอกไม้ต้อนรับแขก หรือ โต๊ะวางอาหารแบบง่าย ๆ จักกายตกแต่งมุมนี้ให้ดูไม่โล่งเกินไปแม้เพดานจะค่อนข้างสูง ด้วยโคมไฟแชนดะเลียร์ ติดตั้งม่านสวยสูงจรดเพดานเพื่อสร้างโถงทางเข้าเล็ก ๆ ช่วยสร้าง ความเป็นส่วนตัวในกรณีจัดงานสังสรรค์ พื้นที่โล่งโปร่งทำให้ผลงานศิลปะของท็อป จ่างตระกูล (ซ้ายมือ) และเหม่เหม- ศิริประภา ชุมสาย ณ อยุธยา (ขาวมือ) ดูสวย เด่นเตะตาผู้มาเยือน
ห้องนั่งเล่น
จักกายทาสีทั้งห้องให้เป็นสีขาว ซึ่งจากเดิมที่ มจ.เจ้าโวฒยากร วรวรรณ ออกแบบไว้เป็นสีเขียว เขาปรับเปลี่ยนหน้าต่างทั้งหมดรวมไปถึงการติดตั้งระบบไฟแสงสว่างใหม่หมดเพื่อให้ดูมีบรรยากาศร่วมสมัย “สมัยก่อนบ้านไม่ได้ถูกออกแบบให้ติดแอร์ จึงเป็นกรอบหน้าต่างสูง มีราวกันตกกั้นไว้ มีบานหน้าต่าง ทึบไว้ปิดเวลากลางคืน แต่ด้วยความไม่รู้ ผมเลยเปลี่ยนจากบานหน้าต่างไม้ทึบมาเป็นบานกระจกใส แถมตัวเองไม่ชอบติดม่าน พออยู่ไปก็รู้สึกว่าไม่มีความเป็นส่วนตัว สุดท้ายก็เพิ่งมาติดม่านไม่นานนี่เอง” จักกายเล่าถึงการปรับปรุง นอกจากนี้เขายัง สร้างพื้นที่โถงทางเข้าด้วยการกั้นม่านสูงจรด เพดานยาวตลอดแนว พื้นไม้ในห้อง เขาลอกผิวเคลือบออก ปล่อยโชว์เนื้อไม้ธรรมชาติ “นาน ๆ ทีผมก็ลงน้ำมันรักษาเนื้อไม้ ให้มีความชุ่มชื่นไม่แห้งแตก” จักกายอธิบาย และแต่เดิมห้องนั่งเล่นเพดานสูงนี้มีบัวผนังเดินอยู่รอบ จักกายรื้อออกหมด ช่วยให้ห้อง ดูสูงโปร่งตาขึ้นไปอีก

เบื้องหลังซุ้มทางเข้า คือห้องรับประทานอาหารสีเหลืองที่ดูสวยเด่น เช่นเดียวกับภาพถ่ายสีสดแนวร่วมสมัยที่ดูโดดเด่นในห้องนั่งเล่น สีขาวนี้ด้วย

ทางเดินขึ้นสู่มุมทำงานและห้องนอน จักกายตั้งใจติดตั้งหลอดฟลูออเรสเซ็นต์สีชมพูไร้โคมให้มีสไตล์แบบ ‘ร้านข้าวต้ม’
จักกาย ศิริบุตร ศิลปินหนุ่มผู้มีผลงานศิลปะเอกลักษณ์ เฉพาะตัวด้วยการทำงานกับผืนผ้า ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อเขา ตกแต่งบ้านครั้งล่าสุดนี้ ย่อมมีแนวคิดทอสานเสน่ห์ของบ้านเก่าที่เขาอยู่มาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ กับบรรยากาศร่วมสมัยที่มีสีสันอันสะท้อนบุคลิกและไลฟ์สไตล์ของเขาในปัจจุบัน การตกแต่งในครั้งนี้ จักกายได้สไตลิสต์มือดีมาช่วยเลือกสรรของสวยและใส่ไอเดียการตกแต่ง เธอผู้นี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลนอกจากเพื่อนสนิทแบบหัวหกก้นขวิดกันมานับสิบ ๆ ปีของเขา มัทนา สนิทวงศ์ สไตลิสต์สาวร่างบางของ Livingetc เรานี่เอง
บ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่าอายุหลายสิบปีที่ออกแบบสร้างเป็นหลังแรกในพื้นที่ของคุณทวดในย่านสุขุมวิท โดยหม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ ได้ออกแบบให้เป็นบ้านไทยสไตล์โคโลเนียลที่นิยมในสมัยนั้น แต่ก่อนที่เขาจะตัดใจมาอยู่บ้านหลังนี้ เขาเคยให้สถาปนิกออกแบบบ้านใหม่ ครั้งหนึ่ง แต่หลาย ๆ อย่างไม่ลงตัว “แบบที่ผมอยากได้ไม่ใช่สไตล์ที่เขาถนัด เลยออกมาดูใหญ่โตไม่ลงตัว เลยตัดสินใจมาอยู่ที่บ้านเก่าหลังเดิมนี้ บ้านเก่าหลังนี้เคยผ่านการปรับปรุงมาครั้งหนึ่งแล้วในช่วงที่เขาย้ายกลับเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ซึ่งก็เป็นการปรับปรุงมากกว่าเปลี่ยนแปลง
“ผมไม่ได้ทำอะไรมากมาย เพียงทำให้พออยู่ได้ เพราะเดิมเป็นบ้านครอบครัวใหญ่ อยู่มาหลายสิบปีโดยไม่เคยมีใครย้ายออกไปไหน มีพ่อแม่ พี่สาว พี่ชาย แถมเป็นพวกไม่ทิ้งของด้วย ผมทำห้องน้ำใหม่ ทำระบบไฟใหม่” จักกายเล่าและเสริมต่อว่า “ช่วงนั้นอยู่อย่างง่าย ๆ หาซื้อเฟอร์นิเจอร์เอง ไม่ได้วางแผนอะไรมาก แล้วที่บ้านก็มีหมาเยอะ ก็เลยกลับมาเละแบบเดิม ปกติก็เป็นคนรกพอสมควรอยู่แล้ว ไม่ชอบทิ้งของ และชอบทำงานไปทั่วทุกมุมบ้าน อยู่เองเราก็ไม่เห็นว่ามีอะไรแปลกหรือรกตา อาจเพราะเป็นความเคยชิน แต่พอคนอื่นมา เขาบอกว่าบ้านเละจัง ตอนหลังก็เลยคิดว่าคงต้องทำใหม่เสียแล้ว” ในการปรับโฉมครั้งล่าสุดนี้ มี มัทนา เพื่อนสนิทตาถึงฝีมือดีมาช่วยตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนโฉมเฟอร์นิเจอร์เก่าให้ดูร่วมสมัยไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับแก๊งสี่ขาโดยที่ดูแลรักษาง่าย
“ผมให้ ‘มัท’ มาช่วยตกแต่ง ช่วยเลือกโทนสี เธอก็ให้ไอเดียว่าให้ทำให้เป็นสีขาวทั้งหมด ส่วนเฟอร์นิเจอร์ไม่ทำสีขาว ก็ทำสีดำ ช่วยเลือกวัสดุที่ดูสวยและดูแลง่าย อย่าง เฟอร์นิเจอร์เดิมที่บุผ้า เปลี่ยนเป็นบุด้วยไวนิล พอหมาฉี่ใส่ ฉี่ก็กระเด็นกลับใส่ตัวมัน เลิกฉี่เลยครับ” ซึ่งการปรับโฉมครั้งนี้ถือเป็นการปรับนิสัยการอยู่บ้านด้วย แต่ก่อนที่อยู่แบบสะดวกเคย ชินนั่งทำงานไปทุกที่พอมาตกแต่งใหม่ก็มีพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับสังสรรค์ มีสตูดิโอเป็นเรื่องเป็นราว มีห้องนั่งเล่นที่สวยและสลาย
จักกายเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบงานแนว KITSH มาตลอด และด้วยความเป็นศิลปินที่สะสมงานประเภทนี้ไว้มาก เพื่อเป็นแรงบันดาลใจมุมพักผ่อนชั้นล่างที่เดิมเป็นห้องฟังเพลงของคุณพ่อ ตกแต่งผนังเป็นสีหมากเข้มขับให้เฟอร์นิเจอร์และโครงเพดานไม้ที่ทาสีขาวดูสวยเด่น พื้นไม้ปาร์เก้เดิมถูกขัดผิวเคลือบออก และไม่ลงน้ำยา เคลือบใด ๆ และบางส่วนก็ใช้สำหรับประกอบในงานศิลปะของเขา ข้าวของ พลาสติก หรือโลหะกระจุกกระจิกสีแสบใจที่เคยมีอยู่ทุกซอกทุกมุมในบ้านได้อันตรธานไปหมด
“สมัยก่อนมีของสะสมแนว KITSH วางไว้ทั่วบ้าน ตอนนี้ไม่ซื้อแล้วจะมีก็เอาเก็บไว้เป็นสัดส่วนไว้เป็นไอเดียทำงาน” จักกายเล่า แต่สีสันภายในบ้านก็ไม่ได้หายไปเหลือเพียงบ้านสีขาวไร้อารมณ์ สีสันของงานศิลปะที่เขาชื่นชอบสะสมไว้ และผลงานส่วนตัว ถูกนำมาประดับตกแต่ง ไว้ทั่วทุกมุมบ้านแทน และยังมีแสงไฟสวยจากแชนดะเลียร์ ไฟสปอตไลท์ และไฟฟลูออเรสเซ็นต์มาสร้างสีสันปลุกอารมณ์ “แต่งใหม่ครั้งนี้ มีติดหลอดไฟสีเข้าไปด้วย แต่ไม่อยากให้หรูหรา เลยใช้หลอดฟลูออเรสเซ็นต์ เปลือย ๆ ไม่มีโคม มีสไตล์ได้อารมณ์แบบร้านข้าวต้มดี ชอบ !”
บ้านสวยหลังนี้ สวยสะอาดสว่างไสวผสมผสานความหลากหลาย รองรับการสังสรรค์และการทำงานศิลปะของเขาได้อย่างเต็มรูปแบบ และที่แน่นอน สะท้อนรูปแบบชีวิตและแนวคิดของเขาได้อย่างดี เราถามเขาว่าตกแต่งครั้งนี้แล้ว คิดว่าออกมาเป็นอย่างไร “บ้านตอนนี้ดูสวยโล่ง ๆ สะอาดเป็นระเบียบดี แต่อยู่ไปสักอาทิตย์ สองอาทิตย์ก็รกเหมือนเดิมครับ ไม่ใช่ว่าเห็นบ้านรกแล้วทนไม่ได้นะ จริง ๆ ทนได้ครับ แต่เวลามีคนจะมา ก็ต้องมานั่งเก็บครั้งใหญ่ที เหนื่อยนะครับ ถ้าบ้านสะอาดเป็นระเบียบ ก็ไม่ต้องมานั่งเหนื่อยเก็บของที่ระเกะระกะจัดฉากทุกครั้งไป”
ฟังดูแล้ว เราว่าการตกแต่งหรือปรับโฉมครั้งต่อไป คงเป็นการปรับเปลี่ยนความเคยชิน หรือต้องหาคนรู้ใจมาช่วยกันเก็บข้าวของ เสียมากกว่า...
ห้องรับประทานอาหาร
เดิมทีห้องนี้เป็นห้องนอนของคุณยาย จักกายปรับโฉมใหม่ให้ดูสดใสด้วยสีเหลืองฉ่ำตา ชวนเจริญอาหาร เฟอร์นิเจอร์ในห้องล้วนเป็นของเก่าตกทอดมาทั้งสิ้น บางชิ้นนำมา ทำใหม่เป็นสีขาวให้ดูร่วมสมัยแต่ยังเข้ากันได้ดีกับส่วนที่เหลือ จักกายตั้งใจโชว์สีไม้เดิมของบัวเพดานและบานประตูเก่าไว้ ในขณะที่ทาสีในส่วนอื่น ๆ ใหม่หมด เพื่อให้สะท้อน ถึงการออกแบบการอยู่ร่วมกันของความต่างยุคสมัย “สมัยก่อน เพื่อน ๆ จะมานั่งกินดื่มกันที่บ้าน นั่งกันง่าย ๆ ไม่เป็นที่เป็นทาง พอเราโตขึ้นไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป การสังสรรค์ก็เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น กลายเป็นมานั่งสนทนาเป็นเรื่องเป็นราวบนโต๊ะอาหารกันมากกว่าห้องรับประทานอาหารที่ตั้งใจทำเป็นสัดส่วนไว้ เลยกลายเป็นห้องที่ถูกใช้งานมากที่สุดตอนนี้”


ห้องรับประทานอาหารปรับมาจากห้องนอน ทาสีเหลืองให้ดูสดใสชวนให้เจริญอาหาร จักกายตั้งใจเก็บโชว์รายละเอียดของคิ้วเพดานไม้เก่าและประตูไม้ไว้ ในขณะที่ทาสีเพดานและวงกบเสียใหม่ เพื่อบ่งบอกถึงการผสมผสานระหว่างความดั้งเดิมกับการเปลี่ยนแปลงใหม่โต๊ะรับประทานอาหาร เป็นโต๊ะเก่าตกทอดมาโดยเขานำมาทำเป็นสีขาวเสียใหม่เช่นกัน

ตู้เก่าสมบัติตกทอดที่ยังดูสวยงามลงตัวกับการตกแต่งแบบผสมผสานของจักกายภาพเพ้นท์ติ้งที่เห็นเป็นฝีมือของคุณทวด

มุมพักผ่อนชั้นล่างที่เดิมเป็นห้องฟังเพลงของคุณพ่อตกแต่งผนังเป็นสีหมากเข้มขับให้เฟอร์นิเจอร์และโครงเพดานไม้ที่ทาสีขาวดูสวยเด่น พื้นไม้ปาร์เก้เดิมถูกขัดผิวเคลือบออก และไม่ลงน้ำยาเคลือบใด ๆ
ห้องครัว
พื้นที่ห้องครัวเดิมดัดแปลงมาจากโถงทางเดิน เพราะบ้านสมัยก่อนไม่มีห้องครัว (เรือนครัวจะแยกออกจากตัวบ้านไป) ห้องครัวจึงมีขนาดเล็ก พอเพียงสำหรับเข้าไปใช้งานคนเดียว จักกายจึงตัดสินใจต่อเติมใหม่ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามีข้อจำกัดและคงไม่ได้ห้องครัวใหญ่อย่างที่หวัง แม้จะเป็นการต่อเติมเพียงไม่กี่ตารางเมตร จักกายก็ให้ความสำคัญของภาพลักษณ์ ไม่ต้องการให้ดูแตกต่างไม่เข้ากับสไตล์ของบ้านเดิม ดังนั้นเขาจึงให้อาจารย์ ม.ร.ว.ชาญวุฒิ วรวรรณ ลูกชายของ สถาปนิกท่านเดิม (ม.จ.โวฒยากร วรวรรณ) มาช่วยออกแบบในส่วนนี้ "ท่านได้ออกแบบให้เป็นส่วนโค้งคล้ายๆ กับเตาเผาเครื่องปั้นดินเผา" จักกายอธิบาย

ผลงานศิลปะของจักกายบนเครื่องเล่นแผ่นเสียงและวิทยุเก่าของคุณพ่อ

ห้องครัวขนาดเล็กแต่ก็สวยงามไม่แพ้มุมใหญ่ ๆ ของบ้าน เดิมมีเพดานค่อนข้างต่ำแต่เมื่อรื้อออกไปก็ได้เป็นเพดานสูงโปร่ง พื้นที่ส่วนที่ปูพื้นหินแกรนิตคือส่วนต่อเติมใหม่ แม้จะไม่มากมายนักแต่ก็พอเพียงกับการใช้งาน โดยไม่ทำให้รูปแบบของบ้านเดิมเปลี่ยนไปมาก

งานศิลปะจากผ้าเอกลักษณ์ของจักกาย

ห้องนอนบรรยากาศเรียบง่ายสบาย ๆ

มุมทำงานในส่วนที่ยกระดับของบ้าน ช่วยให้ได้รับแสงสว่างที่มากขึ้น
Home truths
ชอบงานอาร์ตแนวไหน
“ชอบและสนใจงานโฟล์กอาร์ต (Folk art) เพราะเป็นงานแนวที่ผมทำ ถ้าเป็นงานแนวอื่น ๆ ก็คงเป็นงานแนวร่วมสมัยที่ดูซื่อ ๆ แต่ถ้าดูดี ๆ แล้วจะรู้สึกถึง ความบ้าระห่ำของศิลปินที่มานั่งระบายสี มาแปะโน่นติดนี่ มันไม่ต่างจากงานโฟล์กอาร์ต ที่ออกมาจากใจ ส่วนตัวก็ชอบงานเพ้นท์ติ้ง หรืองานวาด ที่เป็นเทคนิคพื้นฐานแล้วไปนำเสนอในรูปแบบใหม่ ๆ” งานสะสมไว้ที่ชอบ “เวลาซื้องานไป มันต้องอยู่กับเราได้ไปเรื่อย ๆ เห็นทุกวันไม่เบื่อ ให้ความรู้สึกกับเราบางอย่าง ในขณะเดียวกันการที่เป็นศิลปิน ก็อยากให้งานของเราเป็นลักษณะเช่นนั้น ถ้ามีโอกาสเจอคนที่ซื้องานเราไป ก็จะถามว่ายังชอบอยู่หรือเปล่า”
เมืองที่อยากไป
“ไม่มีแล้ว ไม่มีเมืองไหนที่อยากไป พอโตขึ้น ความรู้สึกอยากผจญภัยลดลงถ้าให้ไปก็คงไปนิวยอร์ก เพราะมีทุกอย่างครบจบในตัว เป็นที่ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยเรียน รู้ว่างานอาร์ตต้องไปที่ไหน กินของอร่อยต้องไปที่ไหน อินเดียเป็นที่หนึ่งที่อยากไปเพราะมีงานโฟล์กอาร์ตหลากหลาย แต่เป็นที่ ๆ ไปไม่ถึงสักที อาจเป็นเพราะอยู่ใกล้ และถ้าไปก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปเจอะเจอ กับอะไร”
แรงบันดาลใจในการทำงานศิลปะ
“ชอบ สนใจและได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมชาวบ้านที่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้เสแสร้ง ซื่อ ๆ ดูแล้วสนุก” คิดว่ายังอยากจะทำอะไรกับบ้านอีกบ้าง “อาจจะอยู่ไปสักพัก แล้วตกแต่งใหม่ก็ได้ ห้องนั่งเล่นอาจทำเป็นสีกากีทาคิ้วบัวเป็นสีดำ ตู้ไม้สีธรรมชาติที่เห็นก็อาจทำเป็นสีขาวให้หมดเลย ก็คงอยู่ไป ทำไปเรื่อย ๆ”
ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Livingetc ฉบับภาษาไทย